การออม, การลงทุน, Asset Allocation อย่าสับสน

สวีดัดครับทุกท่าน วันนี้ไม่ได้มาพูดถึงกองทุนอะไร แต่มาบ่นเรื่องเดิมๆอีกเช่นเคย แต่ว่าจะบ่นให้มันชัดเจนยิ่งขึ้น 🙂 นั่นก็คือเรื่องของการออมเงิน การนำเงินไปลงทุน การทำ Asset Allocation ซึ่งหลายคนมักจะแบ่งหน้าที่กันไม่ขาด แล้วสุดท้ายก็สับสนกับตัวเอง งั้นตามมา มาดูว่าผมแบ่งหน้าที่มันยังไงครับ

ก่อนอื่นนะ เราต้องแยกเรื่องความมั่นคงกับมั่งคั่งออกจากกันก่อน การออมเงินคือการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต เรามีเงินเหลือจากรายได้ประจำเราก็เก็บออม ดังนั้นการออมเงินจึงไม่ควรจะขาดทุนได้!!! เงินต้นไม่ควรหาย ส่วนใครจะออมมากออมน้อยก็แล้วแต่แต่ละคนเลย หากเรามีเงินออมมากๆ เราก็มีความมั่นคงไงครับ เช่นว่า เราเกิดเจ็บป่วยหนัก กิจการเรามีปัญหา เราถูกเลิกจ้าง เรายังมีเงินออม เป็นต้น บางคนออมเงินมาเป็นสิบๆปี มีแต่ออมเพิ่ม ไม่เคยได้เอาไปใช้เลย (อิจฉาจัง) เพราะมีรายได้เพียงพอตลอด แบบนี้เรามั่นคงแต่ไม่มั่งคั่ง เพราะเงินที่เราออมในบัญชีเงินฝากธนาคาร แม้เราจะได้ดอกเบี้ย แต่มันก็แค่ชดเชยเงินเฟ้อให้เท่านั้น นานไปๆเงินเราก็ด้อยค่าหรือเท่าเดิม คิดถึงราคารถเมื่อสิบปีที่แล้วสิ? เพราะฉะนั้นเราจึงควรแบ่งเงินบางส่วน ที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนเกินของการออม นำเอาไปลงทุน เพื่อให้เงินมีโอกาสงอกเงยเกิดเป็นความมั่งคั่ง แต่ต้องไม่ลืมนะว่า การลงทุนอาจกลายเป็นขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้นผมจึงไม่ชอบคอนเซปท์การออมในหุ้น!!! ออมเงินขาดทุนได้ก็ไม่มั่นคงแล้ว (ออมหุ้นกับออมในหุ้น ความหมายมันต่างกันครับ) สรุปแล้วผมแนะนำให้แยกการออมกับการลงทุนออกจากกันอย่างเด็ดขาดครับ

แล้วเราจะแบ่งสัดส่วนการออมกับการลงทุนอย่างไรดี อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน แต่แนะนำว่าอย่างน้อยให้เอาเงินออมส่วนเกินมาลงทุน ถ้าเราคิดว่าออมเยอะเกินไปแล้ว ก็แบ่งส่วนมาลงทุน อนาคตข้างหน้ามีส่วนออมเกินเพิ่มมาอีก ก็แบ่งออกมาลงทุนเพิ่มอีก ทยอยสร้างความั่งคั่งนั่นเอง ในกรณีของบางคนที่มีความชำนาญมีประสบการณ์การลงทุนมากพอ คิดว่าพร้อมแล้วที่จะเป็นนักลงทุนเต็มตัว เขาเหล่านั้นอาจโยกเอาเงินส่วนใหญ่ออกมาลงทุนทั้งหมดก็เป็นได้ เหลือไว้เพียงส่วนออมเท่าที่จำเป็นเท่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่เลยครับ ย้ำอีกครั้งนะครับว่า ให้แยกสองส่วนนี้ให้ขาด ขนาดบัญชีธนาคารผมยังแยกกันเลย ไม่เอามาปะปนกันครับ 😀 แล้วทีนี้เมื่อเราแยกขาดจากกันแล้ว เรายังต้องทำ Asset Allocation อีกไหม? ทำสิครับ

การทำ Asset Allocation นั้น จุดประสงค์หลักๆเราทำเพื่อลดความเสี่ยงและลดความผันผวนให้กับการลงทุน เพราะการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดเดียวมีความเสี่ยงสูงมาก เราจึงกระจายสินทรัพย์เพี่อลดเสี่ยง เช่น กระจายไปลงหุ้น ลงตราสารหนี้ ลงทองคำเป็นต้น บางคนบอกฉันลงหุ้นหลายตัว ฉันลงกองทุนหุ้นหลายประเทศ อันนี้ไม่ได้ลดความเสี่ยงเลย ยังไงมันก็สินทรัพย์ประเภทหุ้นครับ เวลาหุ้นโลกมันถล่ม มันไปทั้งโลกแหละ ที่ทำอยู่เนี่ยเขาเรียกว่าลดความผันผวนเท่านั้น อย่าสับสนๆ คือช่วงเวลาปกติ หุ้นแต่ละภูมิภาคแต่ละอุตสาหกรรมมันขึ้นลงไม่เท่ากัน แต่ยังไงมันก็เป็นหุ้นนะ สรุปกระจายภูมิภาคกระจายอุตสาหกรรมลดความผันผวน กระจายประเภทสินทรัพย์ลดความเสี่ยง อ่านถึงตรงนี้บางคนอาจมีคำถามเพิ่มอีกว่า ถ้าฉันมีเงินออมในสัดส่วนเยอะ ลงทุนเพียงเล็กน้อย แบบนี้ต้องกระจายสินทรัพย์อีกเหรอ? ในเมื่อตราสารหนี้ก็แทบจะเทียบเคียงเงินฝาก? ก็ยังต้องทำ Asset Allocation อยู่ดีครับ ผมจะอธิบายไงดี งั้นยกตัวอย่างแล้วกัน สมมุติคุณมีเงินทั้งหมด 10 ล้าน คุณแบ่งเงินมาลงทุน 10% หรือ 1 ล้าน แน่นอนว่ากรณีนี้คุณก็น่าจะลงทุนแบบ Aggressive ได้ คือลงหุ้น 80-90% ของเงิน 1 ล้านไปเลย แต่มันไม่ได้หมายความว่า คุณจะซื้อหุ้นซื้อกองทุนไม้เดียวตูม 1 ล้านหมดหน้าตักไปเลย มันต้องดูสถานการณ์ด้วย หากสถานการณ์มันไม่เอื้ออำนวย ณ ขณะนั้น มันก็ต้องพักเงินไว้ในตราสารหนี้สั้นหรือตลาดเงินก่อนนั่นเอง แต่คุณรู้ว่าโหมดการลงทุนของคุณมันอยู่โหมด Aggressive ได้ เป็นต้น หรืออีกสักตัวอย่างหนึ่ง เรากะว่าเราจะเป็นนักลงทุนเต็มตัว เงินส่วนใหญ่เรานำมาลงทุนหมดเหลือส่วนออมเท่าที่จำเป็นจริงๆ แบบนี้ยิ่งต้องทำ Asset Allocation ดีๆเลย และเราก็อาจจะเหมาะกับโหมด Moderate มากกว่า เป็นต้น อย่าไปเคลิ้มกับทีวีนักนะ เห็นเขาสัมภาษณ์นักลงทุนวีไอ บอกลงหุ้น 100% นั่นเขาเก่งแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว เราทำอย่างเขาได้หรือยัง? และที่เขาบอกลงหุ้น 100% นั่นหมายถึงเขาพร้อมจะลงหุ้น 100% เมื่อสถานการณ์มันเอื้ออำนวยครับ เขาแค่ไม่ได้วงเล็บบอกเรา ระวังหุ้นเปลี่ยนชีวิตมันจะพลิกชีวิตดีๆของเราหล่ะ สรุปแล้วการทำ Asset Allocation มันเป็นเหมือนแทคติกหรือกลยุทธ์ที่เราเลือกใช้ หลักกว้างๆก็ 3 โหมดคือ Aggressive, Moderate, Conservative เราก็เลือกใช้ให้เหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับได้และเหมาะกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น นอกจากนี้เรายังควรทำ Rebalancing ควบคู่กันไปด้วย (ไม่เขียนนะ เคยเขียนแล้ว เดี๋ยวยาว) เพื่อเป็นการซื้อถูกขายแพงล็อกกำไรไว้บ้างหน่ะและเป็นการปรับสมดุลสู่แทคติกที่เราวางไว้

สุดท้ายของสุดท้ายนะครับ มั่นคงต้องมาก่อนมั่งคั่ง หากมั่นคงแล้วเดี๋ยวก็มั่งคั่ง ทยอยแบ่งเงินมาลงทุนสำเร็จก็พอกพูนขึ้นไป ไม่สำเร็จก็พยายามต่อไป กระสุนยังมี 🙂 หากมั่งคั่งแต่ไม่มั่นคงประเดี๋ยวก็จน ลงทุนเกินตัว ร่ำรวยประเดี๋ยวประด๋าว รักษาความสำเร็จไว้ไม่ได้ กระสุนไม่เหลือ พายุถาโถม โอกาสเริ่มใหม่ยากยิ่งนักเอย โชคดีในการลงทุนทุกท่านครับ ^^

ปูลู หากใครจะรวมเงินออมและเงินลงทุนเป็นก้อนเดียวกัน และจัด Asset Allocation จากเงินรวมก้อนนี้ก็ทำได้ครับ แต่นั่นไม่ใช่วิธีของผม เพราะมัน Rebalance ยาก อันนี้แล้วแต่ถนัดเลย ไม่มีผิดมีถูกครับ ^^

ปูลู การออมหุ้น ก็คือเทคนิคการลงทุนอย่างหนึ่ง คือทยอยซื้อหุ้น หรือทยอยสะสมความั่งคั่งโดยไม่กะเก็งราคา หรือก็คือทำ DCA นั่นเอง แต่ยังไงมันก็คือการลงทุนชนิดหนึ่ง ไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จ สำเร็จเมื่อไหร่ แค่ระยะยาวมีโอกาสสำเร็จสูง แต่ช่วงสั้นหากต้องการใช้เงิน เงินที่เราลงไปแล้วมันอาจขาดทุนนั่นเอง!!!

ปูลู ลืมบอก การทำ Asset Allocation ก็เพื่อให้กระสุนหรือหน้าตักในการลงทุนของเรายังมีเหลือตลอดเวลา วิกฤตมันมาได้ทุกเมื่ออ่ะนะ หากเรายังมีกระสุน เราพร้อมที่จะสู้ใหม่ได้เสมอครับ แม้ในยามปกติเราอาจกำไรช้ากว่าการอัดจัดเต็ม แต่เราเน้นยืนระยะต่างหาก คริๆ (อย่างผมเป็นชาวสวน เวลาตลาดเลวร้าย โอ้โห ของถูกทั้งนั้น ผมเข้าโหมด Aggressive แต่ก่อนเข้าโหมดนี้ต้องมีเงินเหลือไง ส่วนเวลาตลาดระริกระรี้ อะไรๆก็แพง ผมเข้าโหมด Moderate กึ่งรับกึ่งสู้ เป็นต้น)