ผลงานกองทุนปี 2019

SET ปิด 1579.84 เพิ่มขึ้น 15.96 จุดจากปีก่อน

  • lhsmart-d ที่หนึ่ง กองผสมเน้น reit +12.65% ที่หนึ่งสองปีซ้อนเลย ปีนี้รีททำผลงานได้ยอดเยี่ยม เพราะมีการลดดอกเบี้ยทั้งในตลาดโลกและในไทย แม้ปลายๆปีรีทจะโดนเทขายหนักก็ตาม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายสินทรัพย์ในยามตลาดผันผวนหนักได้ดีที่เดียว
  • t-privilege ที่สอง กองหุ้นน้อยตัว +10.39% เรียกว่าทำผลงานได้โดดเด่นสวนกระแสตลาดเหลือเกิน แต่ปีก่อนพี่แกก็ลงไป -29% เชียวนะ กองหุ้นน้อยตัวก็แบบนี้แหละ มักขึ้นลงแรงกว่าตลาด
  • phatra sg-aa ที่สาม กอง global allocation +8.78% แม้ไทยปีนี้จะไม่ดี แต่ตลาดโลกดี ดังนั้นผลงานจึงดูโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาด ผลงานระยะยาวของกองนี้ต้องบอกว่า เยี่ยม ครับ ทำได้ตามเป้าประสงค์กองทุนเลย
  • tiscoms กองหุ้นเล็ก +6.95% ปีนี้หุ้นกลางหุ้นเล็กหลายตัวทำผลงานได้ดี ดูจากผลงานกองหุ้นเล็กอื่นๆที่ก็ทำได้ดีเช่นกัน
  • scbsea กองหุ้น selective +6.89% นับว่าการคัดเลือกหุ้นแบบเน้นๆทำได้เข้าเป้า เพราะสามารถเอาชนะตลาดได้ แต่จะให้ฉีกแบบกองหุ้นน้อยตัวก็คงไม่ใช่ เพราะแม้จะเน้นหุ้นแล้ว แต่จำนวนตัวก็ยังคงเยอะอยู่ อยู่ในระดับ 30 ตัวเลยที่เดียว คงจะเป็นแนวตีกินตลาดปีละนิดๆไปมากกว่า แต่หากทำได้แบบนี้ทุกปี การทบต้นทบดอกก็น่าจะได้หลายอยู่ครับ
  • scbmlta กองคอมพิวเตอร์ ai +6.60% ผลงานดีวันดีคืน จากการรายงานในช่วงแรกๆ จะเห็นว่ามักเก่งแต่ขาขึ้น แต่ว่าหลังๆเริ่มฉีกตลาด ไม่ได้วิ่งตามตลาดมากนัก และปีนี้ก็ทำได้สำเร็จคือชนะตลาด น่าติดตามยิ่งนักว่า ai มันจะฉลาดสมชื่อหรือไม่
  • t-lowbeta กองผันผวนต่ำ +5.65% ถือว่าเซอร์ไพรส์ตลาดกว่าได้ เพราะปกติแล้ว กองผันผวนต่ำจะบวกได้น้อยกว่าตลาด แต่ลงก็ลงน้อยกว่าเช่นกัน แต่นี่สามารถบวกได้มากกว่าตลาดเลย อาจเป็นเพราะปีนี้หุ้นกลุ่มไฟฟ้าทำผลงานได้ดี และกองนี้ก็มีอยู่เยอะพอสมควร
  • tmb50 กองดัชนีหุ้นใหญ่ +4.85% หุ้นใหญ่ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดรวม
  • tmbaasf กองผสม conservative +4.75% แม้จะมีสัดส่วนหุ้นน้อย แต่ผลงานก็ชนะตลาดได้เช่นกัน กองนี้มีหุ้นรีทด้วย ก็น่าจะเป็นส่วนที่ทำให้ผลงานรวมออกมาดีกว่าตลาด ในภาวะตลาดผันผวน ใครที่กลัวความเสี่ยง แต่ก็กลัวเสียโอกาส กองลักษณะนี้เป็นทางเลือกที่ดีเลย ถ้าตลาดลงหนักก็เจ็บน้อยกว่า ถ้าตลาดขึ้นสวนความกลัว ก็มีติดไม้ติดมือด้วยเช่นกัน
  • phatra smart mv กองผันผวนต่ำ +4.43% หากเทียบกับตลาดก็ต้องบอกว่าผลงานดีเลยปีนี้ เพราะชนะตลาด ก็คงเป็นเพราะมีหุ้น defensive อย่างกลุ่มไฟฟ้าที่ช่วยผลักดันผลงาน
  • scbsete กองดัชนีตลาด +4.18% ดูเหมือนปีนี้ตลาดไทยจะไม่ดีเอาเสียเลย หุ้นมาลงหนักๆเอาท้ายปี แต่ก็ยังปิดบวกไปได้ และเมื่อรวมปันผลแล้ว ก็ยังบวกอยู่ถึง 4 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว (มากกว่าตราสารหนี้เป็นเท่าตัว)
  • k-plan3 กองผสม moderate +3.71% ถือว่าดีเลย เพราะมีสัดส่วนหุ้นเพียงครึ่งนึงเท่านั้น แต่ผลงานก็ไม่ได้ห่างตลาดมาก คนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางก็อาจพิจารณากองลักษณะนี้ได้ครับ
  • t-div2 กองเน้นหุ้นปันผล +3.65% ปีนี้หุ้นใหญ่ปันผลไม่สู้ดีเลย กลุ่มแบงค์ น้ำมัน ผลงานไม่ดี จะมีก็แต่สื่อสารที่ดีเท่านั้น หักลบกลบหนี้แล้ว ก็ยังถือว่าเอาตัวรอดได้อยู่ แพ้ตลาดไม่มาก
  • principal tdif-d กองปันผลเติบโต +1.91% คงต้องบอกลากับธีมนี้ แล้ว เพราะมันไม่เหมาะกับตลาดไทยที่มีทางเลือกน้อยจริงๆ คือเขาเน้นหุ้นขนาดกลางที่จ่ายปันผลดีและคาดว่าจะจ่ายเพิ่มได้ในอนาคต แต่หุ้นขนาดกลางที่เน้นจ่ายปันผลส่วนใหญ่สูญเสียการแข่งขัน และตลาดก็ไม่ให้ราคากับหุ้นพวกนี้เลย
  • btp กองหุ้นน้อยตัว +1.21% ทำท่าผลงานจะดีอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก็แผ่วซะก่อน ก็เป็นปกติของกองที่ถือหุ้นน้อยตัวนะ ดีก็ดีเลย ไม่ดีก็ไม่อยากจะคิด เอาว่าปีนี้ปิดบวกประคองตัวไป
  • kt-esg-a กองใส่ใจสังคม กองนี้เพิ่งเปิดใหม่ยังไม่ครบปี ปีหน้าว่ากันอีกที
  • tiscowb กองหุ้นศักยภาพ กองนี้ก็เช่นกัน เพิ่งเปิดใหม่
  • kt-brain-a กองคอมพิวเตอร์ ai -0.08% ติดลบสวนตลาดซะอย่างนั้น ที่น่าสนใจของกองนี้คือ มันเริ่มวิ่งไม่ตามตลาดแล้ว นั่นหมายความว่า มันอาจจะดีสวนตลาดที่แย่ๆได้เช่นกัน ก็ยังรอดูความฉลาดของ ai ต่อไปนะ
  • principal idiv-r กองปันผลถี่ๆ -0.19% ผลงานดรอปลงไปเยอะเลย ยังไงปีหน้า พยายามใหม่นะ
  • kfsdiv กองปันผลถี่ๆ -0.21% เห็นพี่เขาเกาะๆตลาดได้ แต่ก็เกาะแบบแนวตามหลังเขา พอรวมกันทั้งปีก็เลยแพ้ตลาดไปพอสมควรเลย ถึงจะมีจุดขายที่ปันผลรายไตรมาส แต่ถ้าผลงานเป็นแบบนี้ ก็ปันผลไม่ได้ นักลงทุนก็อาจตีจากได้ครับ
  • q-port กองผสมยืดหยุ่น -3.25% เอ๊ะยังไง หรือเขามี xd ปลายปี? กองยืดหยุ่นแบบนี้เดาทางยาก อยู่ที่ผีมือผู้กองล้วนๆเลย แต่ที่นักลงทุนคาดหวังก็คือ การเอาตัวรอด จะบวกมากน้อยไม่ว่า ขอให้เอาตัวรอดได้ก็พอ ซึ่งปีนี้ถือว่าสอบตกครับ ทั้งติดลบทั้งแพ้ตลาด (ปีหน้าอาจเอาออก ถ้าทีไม่พอนะ)
  • scbabs กองมี hedging -4.04% ไม่สามารถแสดงพลัง hedging ออกมาได้ น่าเสียดาย ตลาดมีช่วงที่ตกลงหนักๆแต่ก็ไม่สามารถกอบโกยจากตรงนั้นได้ สังเกตุว่ากองต่างประเทศที่มีลักษณะแบบนี้ก็ผลงานแพ้ตลาดเช่นกัน ทำไมหล่ะ? หากผลงานยังเป็นแบบนี้ วิธีการควบคุมความเสี่ยงด้วยการลดสัดส่วน ดูจะมีความแน่นอนกว่าครับ
  • bbasic กองหุ้นต้องกินต้องใช้ -4.90% เทียบตลาดแล้วไปกลับเท่าตัวเลย อย่างว่าแหละกองมันบังคับลงแต่หุ้นอย่าง scc bjc lh tu อะไรประมาณนี้ ก็โดนกันไปเต็มๆ จากที่มันควรจะทำผลงานได้ดีในยามผันผวน มันกลับตาลปัตรซะนี่ หรือมันไม่เหมาะกับตลาดไทย?

สรุป ปีนี้ตลาดปิดบวกได้ 1% กว่าๆ แต่หากรวมปันผลเข้าไปด้วยก็อยู่ที่ +4% นิดๆครับ นี่ขนาดดูว่าตลาดมันแย่ๆแต่ผลตอบแทนก็ยังดีกว่าฝากเงินอยู่พอสมควร นี่ไม่นับกองทุนที่มีผลงานโดดเด่นกว่าตลาดนะ (แต่เลือกผิดผลตอบแทนแย่กว่าก็มีเช่นกัน) ปีนี้ต้นปีนักวิแคะต่างประสานเสียงกันตั้งแต่ปลายปีก่อนว่าโลกเราเข้าสู่ slow growth theme แต่ปากกาหัก หุ้นขึ้นได้ขึ้นดีทั้งโลก มีนิวไฮกันหลายตลาด ของไทยเราขึ้นไปยันกลางปี ช่วงกลางๆปีผลตอบแทนรวมราวๆ 12% ได้ จากนั้นครึ่งหลังหนังคนละม้วน ตลาดเริ่มผ่อนคลายแต่หุ้นกลับซึมลงเรื่อยๆจนปลายๆปีมีแอบปิดวันต่ำกว่าปีก่อนเสียด้วยซ้ำ มาดีดเด้งได้นิดๆปิดปีแบบไม่ให้เสียหน้า บวกตั้ง 1% เฮ้อ ส่วนสินทรัพย์อื่นๆอย่างทองคำปีนี้ดี ตราสารหนี้ กองรีท ดีกันหมด จะมีก็แต่ดอลล่าร์ที่ไม่ดีในปีนี้ สำหรับปีหน้านั้น บอกตรงๆยังไม่ได้ไปสำรวจมุมมองโบรคต่างๆเลย แต่ส่วนตัวก็คิดว่าจากนี้ไปมันจะเป็นปีที่มีความผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆไม่ให้เราจับทางกันได้ง่ายๆ ดังนั้นต้องลงทุนแบบไม่ประมาทคือไม่โลภและไม่กลัวจนเกินไป และการกระจายความเสี่ยงยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่ ดูสิไม่มีใครคิดว่าปีนี้ยุโรปจะดีขนาดนี้ กองดัชนี stoxx600 บวกไปตั้ง 30% ดังนั้นถ้าปีนี้ไทยลงหนัก เราก็ไม่ได้ชดเชยจากหุ้นโลกเลย เป็นต้น อย่างปีหน้าคนบอกว่า สหรัฐไม่น่าจะไปได้ต่อแล้ว? ก็ไม่แน่นะ เพราะปากกาเซียนก็หักกันทุกปี ดังนั้นเวลาเราเดาหรือเก็งกำไรมากไปจนเหมือนเป็นการ bet ก็อาจทำให้ภาพรวมมันออกมาแย่กว่าไม่ทำอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ (buy and hold)!!! ก็จบกันไปอีกปีเนอะ สุดท้ายท้ายสุดแอดมินขอสวัสดีปีใหม่เด้อ ปีหน้าฟ้าใหม่ขอให้โชคดีประสบความสำเร็จกันทุกท่านครับ ^^

เสริม ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทุกวันนี้ต้องบอกว่า ทรงๆทรุดๆ (แย่แต่อาจบิดเบือน) ยังไง? ผมขอขยายความหน่อยแล้วกัน ผิดถูกไม่รู้นะ ของอย่างนี้มันอยู่ที่มุมมอง

หากเราดูตัวเลข gdp ไม่เอาแบบหน่วยเปอร์เซนต์ที่บอกว่าปีนี้จะโต +- เท่านั้นเท่านี้หรือ growth rate แต่ให้ดูเป็นหน่วย baht/usd แทนดังรูปข้างบน จะเห็นได้ว่าขนาดมันโตขึ้นเรื่อยๆ (ก็เงินมันเฟ้อด้วยหน่ะ) แม้ growth rate มันจะไม่ดีเหมือนเมื่อก่อนและบางปีก็มีติดลบด้วย แต่ตรงนี้มันบอกอะไรในมุมที่ทีวีเขาไม่เคยพูด? ผมของยกตัวอย่างเปรียบเทียบดังนี้ครับ บริษัทผลิตแอร์ยี่ห้อเย็นเจี๊ยบ มียอดผลิตเพื่อขายในประเทศปีที่แล้ว 1,000,000 เครื่อง ปีนี้บริษัทมียอดผลิต 1,050,000 มากกว่าปีก่อน 5% !!! เรียกว่าโตแบบทรงๆก็ได้ แต่แต่แต่ สภาพเศรษฐกิจโดยรวมมันดูซบเซามาก ไปถามแม่ค้าถามร้านริมทาง ทุกคนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจมันแย่มาก จะอยู่กันไม่ได้แล้ว ยอดขายตกฮวบๆ บลาๆๆ ทีนี้มาย้อนดูยอดขายของบริษัทแอร์เย็นเจี๊ยบกันบ้าง เขาเคยผลิตและขายผ่านร้านค้าดั้งเดิม 50% และร้านโมเดิร์นเทรด 50% แต่ว่าปีนี้ยอดขายมันกลับกลายเป็นว่า ผ่านร้านค้าดั้งเดิม 30% และโมเดิร์นเทรด 70% สำหรับบริษัทเย็นเจี๊ยบแล้ว ถามว่าเศรษฐกิจแย่มากไหม? ก็ไม่ แค่ไม่โตหวือหวาเหมือนเมื่อก่อน หากถามร้านโมเดิร์นเทรด เขาก็จะบอกว่า ก็โตได้ตามเป้า แต่เมื่อไปถามร้านค้าเล็กๆร้านค้าดั้งเดิม เขาจะบอกว่า มันอยู่ไม่ได้ครับ!!! หากกลับมาดูที่ประเทศของเรา มันก็เปรียบเสมือนกับบริษัทเย็นเจี๊ยบที่ตัวเลขจริงไม่ได้แย่มากนัก แต่มันแย่ในมุมฐานล่าง เพราะทุกวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน!!! เงินที่หมุนมันหมุนเท่าเดิม แต่หมุนไปหาใคร? ทีนี้เวลาเราลงทุน เราจะใช้ความรู้สึก หรือเสียงสะท้อนผ่านทีวี หรือตัวเลขเศรษฐกิจรวม หรือตัวเลขกิจการดีหล่ะ แน่นอนหล่ะภาพรวมมันไม่นำพา แต่ว่ามันก็มีโอกาสซ่อนอยู่ครับ (ซ่อนในมุมที่คนทั่วไปไม่ยอมมอง) ฉะนั้นในการลงทุน คนลงหุ้นรายตัวก็ดูเป็นรายกิจการไป คนลงกองทุนดัชนีก็ดูกำไร eps ตลาด ใครลงทุนกองแอ็กทีฟก็ดูว่าเขาเน้นเซกเตอร์อะไรพอไปได้ไหม ถ้าเขาวนตัวเปลี่ยนเร็ว เราก็ดูผลงานที่ผ่านมาว่ามักดีแย่ในสภาพตลาดแบบไหนครับ (อ่อ การดู pe อย่างเดียวอาจไม่สะท้อนมาก ให้ดูเทียบ yield gap ด้วย ส่วน pb ต้องดูการ de-rate ประกบด้วยเช่นกันนะ)

ปูลู ลงทุนแบบมีอคติก็อาจแช่งชักตลาดตั้งแต่ 1200 ยังไม่ได้ลงทุนซักที หรือลงทุนแบบโลกสวยเกินก็อาจติดค้างอยู่บนดอยที่เนิน 1800 ไม่มีตังค์ถัวแล้วก็ได้ ยังไงก็ลงทุนให้มันกลางๆแหละดีที่สุดครับ

ปูลู2 ตอนนี้ฐานล่างเราแย่ แต่ฐานบนยังดีอยู่ วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตคนรวยเหมือนปี 40 ต้มยำกุ้ง เงินบาทไม่ได้อ่อนแต่กลับตาลปัตรแข็งโป๊กเลย แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆจากฐานล่างก็ต้องลามไปสู่ฐานบนเช่นกันครับ

ดูรายละเอียด: จับคู่ชกกองทุนไทย

(ขอขอบคุณรูปจากเว็บดีๆอย่าง thaifundstoday.com ด้วย)